ชื่อตำแหน่งในสายงานและระดับตำแหน่ง
ตำแหน่งในสายงานนี้มีชื่อและระดับของตำแหน่ง ดังนี้นักวิชาการโสตทัศนศึกษา ระดับปฏิบัติการ
นักวิชาการโสตทัศนศึกษา ระดับชำนาญการ
นักวิชาการโสตทัศนศึกษา ระดับชำนาญการพิเศษ
การวางแผน (Planning)
ประเภทและรูปแบบของการวางแผนงาน
1. การวางแผนงานระยะสั้น มีลักษณะดังนี้
1.1 เป็นแผนงานที่ใช้เวลาปฏิบัติไม่ยาวนานเกินไปนัก
1.2แผนงานระยะสั้นจะกาหนดเวลาแน่นอนกาหนดขั้นตอนของการปฏิบัติ กาหนดงบประมาณและบุคลากรโดยละเอียด
2. การวางแผนงานระยะยาว มีลักษณะดังนี้
2.1 เป็นแผนงานที่ใช้เวลานาน 3,5 หรือ 10 ปี
2.2 เป็นแผนงานของกิจกรรมหรือโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานหลาย ๆ หน่วยงาน
รูปแบบของแผนงาน
1. จุดมุ่งหมาย (Objective) เป็นการกาหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อเป้าหมายในการทางาน2. นโยบาย (Policy) เป็นแนวทางกว้าง ๆ ที่จะให้แผนงานบรรลุตามจุดมุ่งหมาย เช่น จัดให้มีศูนย์สื่อการสอนขึ้นในโรงเรียน เพื่อบริการสนับสนุนการเรียนการสอน เป็นต้น
3. แนวปฏิบัติ เป็นการกาหนดขอบข่ายของงานที่ปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เวลา กิจกรรม กาลังคน งบประมาณ ขอบข่ายของการปฏิบัติ ฯลฯ ให้ชัดเจน ไม่ซ้าซ้อนกันและต้องกาหนดว่าใครเป็นผู้ปฏิบัติ ตรวจสอบ ควบคุม และรายงาน
4. มาตรฐานของงาน ในขั้นตอนต่าง ๆ งานที่ถือว่าบรรลุจุดมุ่งหมายแต่ละข้อมีลักษณะอย่างไร เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินผลงาน ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
4.1 มาตรฐานของผลการปฏิบัติงาน โดยคานึงถึงคุณภาพ ปริมาณของงาน เวลาที่ใช้ไป ตลอดจนค่าใช้จ่าย
4.2 มาตรฐานของกระบวนการปฏิบัติงาน ทางกายภาพที่เป็นรูปธรรม
ขั้นตอนของการวางแผนงาน
1.สารวจปัญหาและความต้องการ
2. หาข้อมูลเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการวางแผน
3. ระดมสมองเพื่อกาหนดวิธีการดาเนินงาน
4. เขียนโครงการและแผนงาน
รายละเอียดของกระบวนการวางแผน
1. ขั้นวางแผน (Planning)เป็นการเตรียมการในขั้นต้นด้วยการประชุมและเขียนโครงการ
2. ขั้นทดลองแผน (Doing) เป็นการนาแผนที่วางไว้ไปทดลองปฏิบัติเพื่อพิจารณาผลของการปฏิบัติตามแผน
3. ขั้นตรวจสอบแผน (Check) เป็นการประเมินปรับปรุงตรวจสอบจากการทดลองการนาแผนนั้นไปปฏิบัติ
4. ขั้นนาเสนอแผน (Act) คือ การแสดงแผนที่ได้จากการปรับปรุง
การอำนวยการ(Directing)
ของการจัดการศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้
หลักการอานวยการ1.งานของผู้อานวยการ มีกิจกรรมดังนี้
1.1 ด้านการวางแผน ; มีส่วนในการกาหนดวัตถุประสงค์ กาหนดลักษณะงาน ช่วยตีความนโยบายขององค์การให้บุคลากรทราบ พัฒนาสิ่งใหม่ ปรับปรุงระบบและวิธีปฏิบัติให้ดีขึ้น
1.2 ด้านการจัดองค์การ ; มอบหมายงาน แบ่งงาน กาหนดมาตรฐานงาน กาหนดสายบังคับบัญชาและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ดูแลการปฏิบัติงาน
1.3 ด้านการปฏิบัติการของผู้อานวยการ ; กาหนดการเปลี่ยนแปลงบุคคล ประเมินผลการปฏิบัติแต่ละคน ฝึกบุคคลไว้ทดแทน ดูแลความสัมพันธ์และขวัญแก่บุคลากร ศึกษาความจาเป็นและต้องการของบุคคลากร
1.4 ด้านการควบคุม ; ติดตามวิธีการและขบวนการปฏิบัติ กาหนดมาตรฐานสาหรับงานแต่ละอย่าง วัดผลผลิต ตรวจสอบความถูกต้องและปริมาณงาน
องค์ประกอบของการอานวยการ
1.ความเป็นผู้นา ; เป็นกระบวนการของการสั่งการ และการใช้อิทธิพลต่อกิจกรรมต่างๆ ของสมาชิกในองค์การ ให้ยอมตามเพราะยอมรับในอานาจที่มาจาก 3 แหล่ง คือ ขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมา อานาจจากบารมี และอานาจตามกฎหมาย จึงก่อให้เกิดผู้นา 3 แบบ คือ แบบประชาธิปไตย แบบเผด็จการ และแบบตามสบาย
2.การจูงใจ ; มีความสาคัญต่อการสั่งการหรือการอานวยการ เพราะเกี่ยวกับบุคลากรให้ปฏิบัติงาน จึงจาเป็นต้องมีการจูงใจหรือกระตุ้นให้อยากทางาน โดยอาศัยหลักธรรมชาติว่ามนุษย์ต้องการ 5 ระดับได้แก่
ความต้องการขั้นพื้นฐาน คือปัจจัย 4 ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย ความต้องการทางสังคม ความต้องการมีเกียรติยศชื่อเสียง และความต้องการประสบความสาเร็จในชีวิต
ดังนั้น ในการสั่งการโดยมีเทคนิคจูงใจด้วย ก่อนจะสั่งการควรขึ้นคาถามก่อนว่า “พอมีเวลาหรือไม่” หรือ “คุณจะช่วยงานนี้ได้ไหม”
3. การติดต่อสื่อสาร; เป็นกระบวนการสาคัญช่วยให้การอานวยการดาเนินไปได้ด้วยดีมีประสิทธิภาพ มี 2 ลักษณะคือ สื่อสารแบบทางเดียว และสื่อสารแบบ 2 ทาง
4. องค์การและการบริหารงานบุคคล จุดมุ่งหมายของนักอานวยการคือ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและองค์การ ซึ่งต้องการไม่เหมือนกันผู้อานวยการจึงต้องทาให้เกิดความสมดุลกัน
การบริหารบุคคล
หลักในการบริหารงานบุคคล แบ่งเป็น 2 ระบบคือ
1. ระบบคุณธรรม Merit System ใช้หลักเกณฑ์1.1 หลักความเสมอภาค เช่น มีสิทธิสอบได้ทุก
1.2 หลักความสามารถ เช่น คัดเลือกผู้มีความสามารถสูงไว้ก่อน
1.3 หลักความมั่นคง เช่น ถ้าไม่ผิดวินัย ก็ไม่ถูกลงโทษให้ออก อยู่จนเกษียณ
1.4 หลักความเป็นกลางทางการเมือง เช้า ห้ามข้าราชการเป็นกรรมการบริษัท
2. ระบบอุปถัมภ์ Patronage System ยึดถือพวกพ้อง เครือญาติ หรือผู้มีอุปการะคุณ
การจาแนกตาแหน่ง
การจาแนกตาแหน่ง หมายถึง การจัดสรรตาแหน่งออกเป็นประเภท หมวดหมู่ ตามลาดับชั้น เพื่อความสะดวกในการสรรหา บรรจุแต่งตั้ง เลื่อนขั้น และเลื่อนตาแหน่ง การจาแนกตาแหน่ง แบ่งเป็น 3 ประเภท
1.จาแนกตาแหน่งตามลักษณะตาแหน่ง Position Classification เป็นการจาแนกตาแหน่งโดยถือลักษณะความรับผิดชอบของตาแหน่งเป็นสาคัญ เช่น กลุ่มเจ้าหน้าที่ธุรการ การเงิน นิติกร วิศวกร เป็นต้น
2.การจาแนกตาแหน่งตามลักษณะยศ Rank Classification เป็นการจาแนกตาแหน่งตามตาแหน่งที่ประกอบกับชั้นยศ ใช้กับทหาร ตารวจ3. การจาแนกตาแหน่งตามลักษณะชั้นยศทางวิชาการ Academic Rank Classification จาแนกตามคุณลักษณะความเชี่ยวชาญ วิชาการ เช่น ครู อาจารย์
การสรรหา คัดเลือกเพื่อบรรจุแต่งตั้ง
เมื่อวางแผนกาลังคนแล้ว ก็ทราบว่าองค์การต้องการบุคลากรประเภทใด วุฒิใด ประสบการณ์ และคุณสมบัติอย่างไรบ้าง แล้วดาเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
1.การสรรหา อาจดาเนินการได้ดังนี้
1.1 ติดต่อสถาบันการศึกษาโดยตรง
1.2 เปิดรับสมัครตลอดปี
1.3 ติดต่อกองจัดหางาน กรมแรงงาน ตลาดนัดแรงงาน
1.4 ลงประกาศในสื่อสารมวลชน
1.5 ติดต่อ ก.พ.
1.6 ติดต่อเป็นการส่วนตัว (เฉพาะตาแหน่งสาคัญ ๆ)
2. การคัดเลือก อาจดาเนินการได้ดังนี้
2.1 ประกาศรับสมัครสอบเข้า
2.2 รับสมัครตลอดปี
2.3 คัดเลือกจากนักเรียนนักศึกษาที่เคยมาฝึกงาน
2.4 คัดเลือกจากผู้ได้ทุนการศึกษา
2.5 คัดเลือกจากบุคคลที่มีคุณสมบัติที่ต้องการ
3. การบรรจุแต่งตั้ง เมื่อสรรหาและคัดเลือกแล้วก็บรรจุแต่งตั้งตามหลักการ Put the Right Man in the Right Job ต้องมีเงื่อนไขทดลองปฏิบัติการ 6 เดือนก่อนบรรจุ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น